กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
เสริมหน้าอกอัพไซส์ได้ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด สาวๆ ไปทำศัลยกรรมหน้าอกแล้วเกิดการติดเชื้อจนแผลผ่าตัดเน่านั้นถือเป็นความสะเพร่าของหมอผ่าตัดและความไม่รอบคอบของผู้ทำ เนื่องจากการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกเป็นการทำศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ จึงไม่แปลกที่จะมีคนคิดฉวยโอกาส แอบอ้างว่าเป็นหมอศัลย์ผู้ชำนาญงานแล้วเปิดคลินิกเถื่อนโดยใช้อุปกรณ์ผ่าตัดคุณภาพต่ำ ราคาถูกเพื่อหวังเอากำไรจากสาวๆ นั่นเอง แต่เรื่องนี้จะไม่ใช่ปัญหาเลยหากสาวๆ ศึกษาข้อมูลให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจทำ

http://www.beautyfullallday.com/เสริมหน้าอก.html


ล้วงลึกรู้จริงเรื่องนม ก่อนตัดสินใจเสริมหน้าอก หลายคนคงจะคิดว่าการตรงไปคุยกับคุณหมอเลยอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด หากแต่สาวๆ รู้ไหมคะว่าการดูรีวิวเสริมหน้าอก ที่เขียนโดยสาวๆ อย่างเราๆ เนี่ย บางทีมีรายละเอียดให้ครบถ้วนมากกว่าที่คุณหมอให้ข้อมูลเราเสียอีก นี่ยังไม่นับว่าบางที่คุณหมอก็เซลล์เก่งเกิน ให้ข้อมูลแปปๆ ก็ขายของ รู้ตัวอีกทีก็ซื้อคอร์สผ่าตัดเสริมหน้าอกมาแล้วทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยเลย ต่างกันกับรีวิวเสริมอกที่คนเขียนมักเป็นสาวๆ ผู้ที่ผ่านประสบการณ์การทำหน้าอกมาโดยตรง คนทำย่อมเข้าใจคนทำอยู่แล้ว ผู้เขียนรีวิวเสริมอกมักให้ข้อมูลที่เป็นความจริง ละเอียด น่าเชื่อถือ แถมอ่านแล้วยังเข้าใจง่ายอีก สาวๆ อาจได้รู้ถึงบางแง่มุมของการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกที่คุณหมออาจปิดเป็นความลับไว้ไม่ยอมบอกเราก็ได้


http://women.vwander.com/beauty/ก่อนจะเสริมหน้าอก.html
2
ฝากร้าน (ฟรี) / รอบรู้เรื่องการศัลกรรมหน้าอก
« กระทู้ล่าสุด โดย เด็กกระบี่ เมื่อ ตุลาคม 18, 2018, 03:49:21 PM »
เสริมหน้าอกอัพไซส์ได้ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด สาวๆ ไปทำศัลยกรรมหน้าอกแล้วเกิดการติดเชื้อจนแผลผ่าตัดเน่านั้นถือเป็นความสะเพร่าของหมอผ่าตัดและความไม่รอบคอบของผู้ทำ เนื่องจากการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกเป็นการทำศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ จึงไม่แปลกที่จะมีคนคิดฉวยโอกาส แอบอ้างว่าเป็นหมอศัลย์ผู้ชำนาญงานแล้วเปิดคลินิกเถื่อนโดยใช้อุปกรณ์ผ่าตัดคุณภาพต่ำ ราคาถูกเพื่อหวังเอากำไรจากสาวๆ นั่นเอง แต่เรื่องนี้จะไม่ใช่ปัญหาเลยหากสาวๆ ศึกษาข้อมูลให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจทำ

http://www.beautyfullallday.com/เสริมหน้าอก.html


ล้วงลึกรู้จริงเรื่องนม ก่อนตัดสินใจเสริมหน้าอก หลายคนคงจะคิดว่าการตรงไปคุยกับคุณหมอเลยอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด หากแต่สาวๆ รู้ไหมคะว่าการดูรีวิวเสริมหน้าอก ที่เขียนโดยสาวๆ อย่างเราๆ เนี่ย บางทีมีรายละเอียดให้ครบถ้วนมากกว่าที่คุณหมอให้ข้อมูลเราเสียอีก นี่ยังไม่นับว่าบางที่คุณหมอก็เซลล์เก่งเกิน ให้ข้อมูลแปปๆ ก็ขายของ รู้ตัวอีกทีก็ซื้อคอร์สผ่าตัดเสริมหน้าอกมาแล้วทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยเลย ต่างกันกับรีวิวเสริมอกที่คนเขียนมักเป็นสาวๆ ผู้ที่ผ่านประสบการณ์การทำหน้าอกมาโดยตรง คนทำย่อมเข้าใจคนทำอยู่แล้ว ผู้เขียนรีวิวเสริมอกมักให้ข้อมูลที่เป็นความจริง ละเอียด น่าเชื่อถือ แถมอ่านแล้วยังเข้าใจง่ายอีก สาวๆ อาจได้รู้ถึงบางแง่มุมของการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกที่คุณหมออาจปิดเป็นความลับไว้ไม่ยอมบอกเราก็ได้

http://women.vwander.com/beauty/ก่อนจะเสริมหน้าอก.html
3
ชาวบ้านแหลมสอมร่วมใจพัฒนา “คลองหนองทะเล” สร้างแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น

บ้านแหลมสอม หมู่ที่ 4 ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ เป็นชุมชนไทยมุสลิมที่ตั้งอยู่นอกตัวเมือง มีบ้านเรือนอยู่ 170 หลัง ประชากรราว 700 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน และรับจ้าง แม้จะอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว เช่น อ่าวนาง หาดคลองม่วง หาดนพรัตน์ธารา หาดทับแขก แต่ก็เป็นเพียงแค่ทางผ่าน รายได้หลักของคนชุมชนจึงมาจากภาคเกษตร ทำให้ประสบปัญหารายได้ไม่แน่นอนเพราะต้องขึ้นอยู่กับราคาพืชผลทางการเกษตร

แต่ชุมชนแห่งนี้ก็ไม่ได้เพิกเฉยกับปัญหาที่เกิดขึ้น "สภาผู้นำชุมชน" จึงชวนสมาชิกในหมู่บ้านมาร่วมกันหาทางออกและทางเลือกให้กับคนในชุมชน ด้วยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในบ้านแหลมสอมมาสร้างสรรค์และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกในชุมชน ภายใต้การขับเคลื่อนของ "โครงการชุมชนน่าอยู่หมู่ที่ 4 บ้านแหลมสอม" โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ในฐานะผู้นำชุมชน รุ่งโรจน์ บุตรหลี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านแหลมสอมยอมรับว่า ลูกบ้านมีอาชีพพึ่งพาพืชผลทางการเกษตรเป็นหลัก ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมันและส่วนหนึ่งทำไร่สับปะรด แต่ราคาผลผลิตล้วนแต่ตกต่ำ เมื่อมามองดูแล้วพบว่าท้องถิ่นพบว่าในหมู่บ้านมีลำคลองที่ใสสะอาด ที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ประกอบกับการมี "สภาผู้ชุมชน" ที่สามารถช่วยกันกำหนดทิศทางในการพัฒนาพื้นที่ได้ จึงได้ประชุมกับหลายฝ่ายรวมทั้งขออนุญาตจากองค์การบริหารส่วนตำบลหนองทะเล ตกแต่งสภาพลำน้ำ "คลองหนองทะเล" หรือที่เรียกกันว่า "คลองหรูด" ให้เหมาะแก่การท่องเที่ยวชมธรรมชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ท้องถิ่นให้คนในชุมชนมีรายได้เสริมจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังหมู่บ้าน

"ปีแรกเรารวมกลุ่มกันจัดตั้งสภาผู้นำ มีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ทั้งผู้นำศาสนา อสม. ผู้สูงอายุ สมาชิก อบต. และเยาวชน มาพูดคุยถึงปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปรับปรุง เรื่องหนี้ก็มีกันเกือบทุกครัวเรือน เมื่อก่อนมองเห็นแล้วว่าที่นี่มีศักยภาพน่าจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ได้ เพราะอยู่ในละแวกเดียวกันและเป็นทางผ่านไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเช่น อ่าวนาง หาดนพรัตน์ธารา หาดทับแขก แต่นักท่องเที่ยวไม่รู้ เพราะไม่มีถนนเข้าถึง พอมีถนนขึ้นมาก็เลยมีความคิดว่าน่าจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้" ผู้ใหญ่รุ่งโรจน์ เล่าถึงที่มาการพัฒนาคลองหรูดให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว

เมื่อมีทิศทางที่ชัดเจนแล้วผู้นำชุมชนจึงได้เชื่อมโยงกับสมาชิกชุมชนทุกเพศทุกวัยให้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและช่วยกันดูแล ทั้งการปรับแต่งสถานที่ ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) นำไปซื้อเรือคายัค 9 ลำ สำหรับให้นักท่องเที่ยวพายชมธรรมชาติในคลอง สร้างระบบการบริหารจัดการ นำกลุ่มเยาวชนในท้องถิ่นมาช่วยกันดูแล จัดสรรรายได้ พร้อมจัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับนักท่องเที่ยวที่เริ่มรู้จักและแวะเข้ามาเที่ยวยังหมู่บ้านแหลมสอมมากขึ้นเป็นลำดับ

"ตอนนี้นักท่องเที่ยวเริ่มรู้จักที่นี่แล้ว เราช่วยกันพัฒนาตัดแต่งต้นไม้ ทำให้คลองกว้างขึ้น มีที่พายเรือ ที่สำหรับเล่นน้ำ ชุมชนช่วยกันดูแล ส่วนหนึ่งเข้าหมู่บ้าน อีกส่วนเป็นรายได้สำหรับเยาวชนในวัยเรียน 7-8 คนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาดูแล เราพยายามเชื่อมคนทุกวัย ผู้สูงอายุก็มีส่วนสำคัญในการให้คำปรึกษาขับเคลื่อน ช่วยดูสภาพแวดล้อม ถ้าสถานที่เสร็จพร้อมแล้วก็อาจจะให้นำสินค้าในท้องถิ่นมาจำหน่าย กำลังคิดเรื่องแปรรูปสับปะรดเพื่อช่วยเกษตรกรอีกทาง" ผู้นำชุมชนกล่าว

ทางด้าน ธนวิทย์ หยังกูล เยาวชนอายุ 24 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี ด้านนันทนาการและการท่องเที่ยว สถาบันการพลศึกษาจังหวัดกระบี่ ทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่มเยาวชนคอยต้อนรับนักเที่ยว ดูแลความปลอดภัย ช่วยกิจกรรมตั้งแต่การปรับแต่สถานที่ให้มีสภาพแวดล้อมน่ามอง ดูแลความสะอาด มีรายได้ส่วนหนึ่งจากการดูแลนักท่องเที่ยว

"ส่วนหนึ่งก็เป็นการช่วยเหลือชุมชนที่เราอยู่ ก็มาช่วยดูแลนักท่องเที่ยว แบ่งหน้าที่กัน มีฝ่ายต้อนรับ พายเรือนำนักท่องเที่ยว ดูแลความปลอดภัยคอยช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ก็จะบอกน้องๆ เสมอว่าให้ช่วยกันรักษาความสะอาดสภาพแวดล้อมเอาไว้เพราะเป็นจุดขายของชุมชนของเรา" ธนวิทย์ กล่าว

ขณะที่ สังวาลย์ บุญนารักษ์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หนึ่งในสมาชิกสภาผู้นำ กล่าวว่า การมีสมาชิกสภาผู้นำทำให้การขับเคลื่อนชุมชนชัดเจน อสม. เองมีหน้าที่ช่วยเสริมในเรื่องสุขภาพของคนในชุมชน ให้ความรู้การดูแลสุขภาวะ ลงพื้นที่พบสมาชิกชุมชน ช่วยเฝ้าระวังเตือนภัยโรคไข้เลือดออก ขณะเดียวกันก็ช่วยในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ดูแลความสะอาด ร่วมกันปลูกต้นไม้ รักษาสภาพแวดล้อมในร่มรื่นน่าท่องเที่ยว

"อสม.ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสภาผู้นำทั้งหมด นอกจากลงพื้นที่ตรวจดูแลพวกเบาหวาน ความดัน ก็แนะนำเรื่องการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ส่วนเรื่องท่องเที่ยวทางทีม อสม.ก็มาช่วยในการจัดกิจกรรมทุกครั้ง ปลูกต้นไม้บ้าง นัดกันทำความสะอาดบ้าง เพื่อให้ชุมชนของเราน่าอยู่" สังวาลย์ กล่าว

การดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ "คลองหนองทะเล" หรือ "คลองหรูด" ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนบ้านแหลมสอม แม้จะเพิ่งเริ่มต้นดำเนินงานได้ไม่นานนัก แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีโดยเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การดำเนินการดังกล่าวเกิดความยั่งยืนก็คือการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และความร่วมมือจากทุกฝ่าย ที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันในการสร้างและพัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้ให้กลายเป็นชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน

ทีมา : ryt9.com
4
ข่าวกระบี่วันนี้ / ช่วยน้องซอวาด้วย
« กระทู้ล่าสุด โดย เด็กกระบี่ เมื่อ ตุลาคม 11, 2018, 06:50:52 PM »
วอนช่วย “น้องซอวา” หนูน้อย 4 ขวบ มีอาการผิดปกติในเรื่องของไต และหัวใจ ลำไส้อุดตัน ผ่าตัดท้องมาแล้ว 8 ครั้ง ครอบครัวหมดเงินรักษา พี่ชายต้องออกจากโรงเรียน

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 61 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 13/5 หมู่ 1 บ้านเขางาม ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก หลังมีผู้นำเรื่องราวของหนูน้อยวัย 4 ขวบ มาโพสต์ผ่านทางสังคมโซเชียล ว่า ครอบครัวของน้องกำลังเดือดร้อนหนัก เนื่องจากไม่มีเงินจะรักษาอาการป่วยของน้อง โดยผู้สื่อข่าวไปพบกับ นางนุชรี ชูบุตร อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นแม่ของหนูน้อยคนนี้ พร้อมกับนายสมหมาย เทพนิมิตร์ อายุ 28 ปี ผู้เป็นพ่อ รวมทั้ง ด.ญ.ซอวา เทพนิมิตร์ อายุ 4 ขวบ ลูกสาวของทั้ง 2 คน

นางนุชรี กล่าวว่า น้องซอวา มีโรคประจำตัวมาตั้งแต่เกิด เนื่องจากน้องเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งก่อนน้องจะคลอด หมอที่รับฝากครรภ์ตรวจพบว่าน้องมีอาการผิดปกติในเรื่องของไต และหัวใจ จึงเริ่มรักษาน้องมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้ 6 เดือน กระทั่งหมอต้องทำคลอดน้องก่อนกำหนดคลอด 1 เดือน โดยหลังคลอด พบว่า น้องมีโรคหัวใจติดตัวมา คือ จะไม่มีเยื่อหุ้มหัวใจ

นอกจากนี้ ยังมีอาการของโรคไต รวมทั้งลำไส้อุดตัน แต่เนื่องจากน้องยังเล็กมาก หมอจึงรักษาเริ่มจากอาการลำไส้อุดตันก่อน โดยต้องผ่าตัดน้องเพื่อตัดลำไส้บางส่วนออกถึง 4 ครั้ง น้องต้องเข้านอนรักษาตัวที่ รพ.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นานถึง 9 เดือน หมอจึงให้กลับบ้านได้ นอกจากนี้ ยังต้องเข้ารับการผ่าตัดเล็กอีก 3 ครั้ง ส่วนโรคไต หมอจะให้ยามากินบรรเทาอาการ

นางรัชนี กล่าวต่อว่า สำหรับโรคเยื่อหุ้มหัวใจของน้อง ล่าสุด หมอนัดที่จะผ่าตัดในวันที่ 22 ต.ค.ที่จะถึงนี้ โดยในวันที่ 21 ต.ค. น้องต้องไปนอนรอผ่าตัดที่โรงพยาบาล ม.อ.หาดใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมา ตนและสามี ต้องพาน้องไปหาหมอบ่อยมาก ในระยะ 4 ปี นับตั้งแต่น้องคลอดออกมา ทำให้หมดเงินไปกับค่ารักษาจำนวนมาก แม้น้องจะใช้สิทธิ 30 บาทรักษา แต่ก็มียาหลายตัวที่อยู่นอกบัญชี 30 บาท ปัจจุบันสามีทำงานได้เพียงคนเดียว เนื่องจากตนต้องคอยดูแลลูกสาวที่บ้าน โดยจะรับจ้างทั่วไป ได้เงินวันละ 300-500 บาท

ตนจึงต้องให้ลูกชายอีกคนออกจากโรงเรียนหลังจบชั้น ป.6 เพราะไม่มีเงินจะส่งให้ลูกเรียน และให้ลูกชายมาคอยดูแลน้อง เวลาที่ตนออกไปทำงานกับสามี ซึ่งตนเองก็รู้สึกสงสารลูก เพราะลูกอยากเรียนหนังสือ รวมทั้งลูกสาวคนเล็กเองก็อยากไปโรงเรียน ชอบให้ตนแต่งชุดนักเรียนให้ทุกวัน แต่ตนต้องบอกลูกว่าโรงเรียนยังไม่เปิด ซึ่งสาเหตุที่ยังไม่ให้ลูกไปเรียน เพราะอาการป่วยยังไม่หายดี เวลาไปเล่นกับเพื่อนจะมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่ออก ประกอบกับตนเองก็ไม่มีเงินพอจะส่งให้เรียนในตอนนี้

นางรัชนี กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยมีสวนปาล์มเป็นที่ดินมรดก 4 ไร่เศษ ก็ต้องเอาไปจำนองกับบริษัทเงินกู้ จนไม่มีเงินจะส่งเพราะต้องใช้รักษาน้องหมด จึงจำเป็นต้องขายเพื่อนำเงินไปส่งคืนบริษัท ทำให้ทุกวันนี้ไม่มีทรัพย์สมบัติเหลือ มีเพียงบ้านที่อาศัยอยู่กัน 4 คนเท่านั้น และในวันที่ 22 ที่จะพาน้องไปผ่าตัด ก็ไม่เหลือเงินแล้ว

เพื่อนบ้านพอทราบข่าวก็พากันจัดเลี้ยงน้ำชา เพื่อหาเงินช่วย และมีคนนำเรื่องราวของตนไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ซึ่งตนก็ไม่ทราบมาก่อน ทั้งนี้ ก่อนนี้ตนเคยไปขอความช่วยเหลือที่ สนง.พัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ จ.กระบี่ ซึ่งทาง สนง.พม.แจ้งว่า เป็นช่วงสิ้นปีงบประมาณ จึงไม่สามารถตั้งงบช่วยเหลือได้ ต้องรอปีงบประมาณใหม่ปลายปีนี้

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการช่วยเหลือครอบครัวของ “น้องซอวา” หรืออุปการะน้อง สามารถติดต่อไปได้ที่ นางรัชนี หมายเลขโทรศัพท์ 06-5075-1367 หรือช่วยเหลือผ่านบัญชีของ นายสมหมาย เทพนิมิตร์ ธนาคารกรุงเทพ หมายเลขบัญชี 4030734679

ที่มา : mgronline.com
5
เตือน 16 จังหวัดภาคใต้รวมเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ เตรียมรับมืออุทกภัย ดินถล่ม คลื่นลมแรง ช่วงกลาง ต.ค.-ธ.ค.นี้

11 ต.ค 61 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภ.ช.) เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้ติดตามสถานการณ์ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2561 บริเวณภาคใต้จะได้รับอิทธิพลมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ส่งผลให้มีฝนตกชุกหนาแน่น และอาจมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้ามาใกล้หรือเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณภาคใต้

บก.ปภ.ช.จึงได้สั่งการให้จังหวัดเสี่ยงภัยในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี รวมถึงเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย ดินถล่ม และคลื่นลมแรง

โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศ เพิ่มความถี่ ในการตรวจวัดปริมาณฝน สังเกตการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชน พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ โบราณสถาน และศาสนสถาน หากเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยไม่เพียงพอให้ขอรับการสนับสนุนจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และหน่วยทหารในพื้นที่ทันที

พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากสถานการณ์ภัยในช่วงฝนตกหนักผ่านทุกช่องทาง อาทิ วิทยุกระจายเสียง เสียงตามสาย หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน เครือข่ายวิทยุสมัครเล่น สถานีโทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวี และสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงให้จังหวัดประสานการปฏิบัติกับหน่วยทหารในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานและเครือข่ายอาสาสมัครทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์รุนแรงเกินศักยภาพที่จังหวัดสามารถรับมือสถานการณ์ภัยได้ให้แจ้งกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อประสานให้การช่วยเหลือประชาชนโดยด่วน

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนัก ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ สามารถติดต่อแจ้งเหตุและติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสาขาในพื้นที่ หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ที่มา : TNN24
6
ปาล์ม' กระบี่เดี้ยงพิษเคมี หนีลงทุนเมืองคอน ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกระบี่เจอพิษปุ๋ยเคมีทำปาล์มน้ำมันไม่ออกผลแห่ย้ายฐานมาปลูก “พัทลุง-นครศรีฯ-สงขลา”

นายกฤษณชนม์ เทพเกลี้ยง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการเกษตรจังหวัดพัทลุง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้การปลูกปาล์มน้ำมันใน จ.พัทลุง มีการขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมีการโค่นสวนยางไปปลูกปาล์มน้ำมันแทน รวมถึงการโค่นยางที่ปลูกในนาข้าว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้ปัจจุบันจังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกปาล์มประมาณ 50,000 ไร่ ขึ้นในพื้นที่ 11 อำเภอ คิดเป็นอัตราเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์/ปี ทั้งนี้ ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันส่วนหนึ่งได้เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐบาล ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิต และทำการตลาดได้ดีขึ้น

“เดิมพัทลุงมีนาข้าวเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาเลิกปลูกข้าวและหันไปปลูกยางถึง 900,000 ไร่ มาตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนจากยางในพื้นที่นามาเป็นปาล์มน้ำมัน และในพื้นที่นาร้างด้วย โดยโซนนี้จะเน้นหนัก สำหรับปาล์มน้ำมัน จ.พัทลุง ให้ผลผลิตเฉลี่ยภาพรวมประมาณ 2-3 ตัน/ปี/ไร่ เพราะเพิ่งปลูก และส่วนใหญ่ปลูกเป็นรายย่อย โดยราคาต้นทุนการผลิตประมาณ 2-3 บาท/กก. ขึ้นอยู่กับแต่ละแปลงแต่ละรายว่าจะจ้างทั้งหมด หรือทำรูปแบบครัวเรือน สำหรับทำครัวเรือนที่ผลิตปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์ และใช้แรงงานในครอบครัวค่อนข้างจะ

ลดต้นทุนได้มาก เพราะต้นทุนการผลิตหลักอยู่ที่ปุ๋ย ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์” นายกฤษณชนม์กล่าว

ทางด้านนายทศพล ขวัญรอด เจ้าของสวนยางและสวนปาล์มน้ำมันรายย่อย ประธานภาคีเครือข่ายยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) เปิดเผยว่า การปลูกปาล์มน้ำมันต้องทำเป็นสวนเชิงซ้อน สวนผสมผสาน เหมือนกับสวนยางพารา มีการทำทั้งกสิกรรม ปศุสัตว์ ประมง ควบคู่กันไปด้วย เช่น การปลูกพืชผักใต้ร่มต้นปาล์ม เลี้ยงวัว แพะ ขุดบ่อเลี้ยงปลา เป็นต้น พร้อมทำแก้มลิงแหล่งกักเก็บน้ำ ไว้ปลูกผักหน้าแล้งได้ตลอดทั้งปี มูลสัตว์เก็บไว้เป็นปุ๋ยอินทรีย์จะเป็นการประหยัดต้นทุนการผลิตได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และทางกลุ่มกำลังตื่นตัวไปทางอินทรีย์ เพื่อได้ลดต้นทุนอย่างแท้จริง

“ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่นิยมใช้ปุ๋ยเคมีทำให้หน้าดินแห้ง ส่งผลทำให้คอต้นปาล์มน้ำมันขาดไม่ให้ผลผลิต ปัญหาดังกล่าวเห็นได้ชัดกรณีผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ จ.กระบี่ บางส่วนที่ดินเสียได้ย้ายมาลงทุนปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ป่าพรุ จ.พัทลุง ไปถึงริมทะเลฝั่งอ่าวไทย หลายอำเภอของ จ.นครศรีธรรมราช และทะเลสาบ จ.สงขลา โดยมีพื้นที่ปลูกรายละ 3-5 ไร่ โดยเฉพาะ จ.นครศรีธรรมราช จะเป็นรายย่อยประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ทั้งนี้ ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายย่อยได้หารือกันว่าจะก่อตั้งสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันรายย่อย และจะร่วมกับลานเทรับซื้อปาล์มน้ำมันรายย่อยด้วยกัน”

การที่ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายย่อยมีปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการโค่นยางมาปลูกปาล์มน้ำมัน โดยเพิ่มทุนสงเคราะห์จาก 16,000 บาท/ไร่ หากปลูกยาง และถ้าปลูกปาล์มน้ำมันเป็น 26,000 บาท/ไร่ จำนวน 400,000 ไร่  และอีก 2 ปีข้างหน้า ปาล์มน้ำมันจะมีผลผลิตออกมาก จะต้องทำยุทธศาสตร์ แบ่งสัดส่วนเป็นพลังงานทดแทน ใช้กับโรงไฟฟ้า ไบโอดีเซล ฯลฯ

เจ้าของสวนปาล์มรายย่อย อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง กล่าวว่า ชาวสวนปาล์มรายย่อยค่อนข้างจะอยู่ได้ เพราะใช้แรงงานในครัวเรือน ต้นทุนการผลิตต่ำ ประมาณ 2 บาท/กก. ราคาปาล์มน้ำมัน 3 บาทเศษ ๆ ถือว่ายังมีกำไร

นายโอภาส หนูชิต ที่ปรึกษาสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.พัทลุง จำกัด เปิดเผยว่าพัทลุงปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นทุกปี แม้ว่าราคาจะอยู่ในสภาพที่ขาดทุน เพราะเป็นอาชีพดั้งเดิม และที่ดินที่มีไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดอื่น
7
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมาย กรมวิชาการเกษตร เริ่มโครงการราชบุรีประชารัฐ ประสานงานร่วมกับเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรกรราชบุรี พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมทุกภาคส่วน เพื่อสร้างต้นแบบเกษตรกรรมคุณภาพมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ให้ความสำคัญกับเกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร เพื่อประชากรโลก ตามแนวคิดขององค์การสหประชาชาติ ต้อนรับ วันอาหารโลก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานที่ประชุม “โครงการราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย นำไทยสู่ครัวโลก” มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรกรราชบุรี ในการทำงานร่วมกัน พร้อมจัดตั้งคณะทำงานจากทุกภาคส่วน ภาครัฐจากกรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานเกษตร และอาหารแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ภาคเอกชนจากบริษัทผู้ผลิตสารฯ บริษัทรับซื้อผักผลไม้ และภาคประชาชน นำไปสู่การใช้โครงการราชบุรีประชารัฐเป็นต้นแบบในการจัดการพื้นที่อื่นต่อไป ตั้งเป้าเริ่มดำเนินงานภายในเดือนตุลาคมนี้

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “โครงการราชบุรีประชารัฐ พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการผลิตผักและผลไม้ด้วยการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย รวมทั้งให้มีการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสารตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ เปรียบเทียบความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและยืนยันว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ไม่ได้ส่งผลกระทบด้านลบ เนื่องจากกระแสข่าวเรื่องสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรกรตกต่ำ จนทำให้เกษตรกรขาดทุน เป็นหนี้สินจำนวนมาก และปัจจุบัน เกิดการกักตุนสารเคมี ทำให้ราคาพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ของประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมในระยะยาว

โครงการราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย นำไทยสู่ครัวโลก สอดคล้องกับแนวคิดหลักขององค์การสหประชาชาติ ในการประกาศให้วันที่ 16 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันอาหารโลก” ในการยกระดับโภชนาการและมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชากรโลก ด้วยการปรับปรุงสมรรถนะการผลิตและการกระจายผลิตผลการเกษตร ส่งเสริมการพัฒนา ปรับปรุงความเป็นอยู่ของประชาชน นำไปสู่การขจัดความหิวโหย หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ นั่นคือ การส่งเสริมการลงทุนในการเกษตร ถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร ส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และการผสานความร่วมมือจากส่วนต่าง ๆ ในการถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการ นำไปสู่การประยุกต์ปฏิบัติใช้ได้อย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่า ส่วนสำคัญของแนวคิดคือ เกษตรกร อันเป็นกลจักรหลักในการผลิต สร้างอาหารมาเลี้ยงประชากรทั้งโลก นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาคมโลก

ที่มา https://www.kasetorganic.com/forum/index.php/topic,1519.0.html
8
น้ำฝนสะสมส่งผลต้นเหรียงยักษ์อายุกว่า 100 ปี ล้มขวางถนนจราจรปิดร่วม 2 ชั่วโมง

เมื่อ 8 ก.ย.61 รายงานจากทีมข่าวกระบี่ว่า เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงอ่าวนาง เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกระบี่พิทักษ์ประชา และชาวบ้าน ระดมเครื่องเลื่อยยนต์ เกือบ10 เครื่อง เข้าตัดโค่น เคลื่อนย้าย ต้นเหรียงขนาดใหญ่ สูงกว่า 40 เมตร อายุกว่า 100 ปี ออกจากเส้นทางการจราจรถนนสาย บ้านในช่อง – บ้านในสระ หมู่ 1 ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ หลังจาก มีฝนตกหนักลมพัดแรง ทำให้ต้นไม้ล้ม รถทุกชนิด ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย คอยอำนวยความสะดวงด้านการจราจร และคอยบอกให้รถเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นชั่วคราว

นายจิระศักดิ์ สินศักดิ์ศรี หัวหน้าหมวดทางหลวงอ่าวนาง เปิดเผยว่าเวลาประมาณ 15.00 น. ที่ผ่านมาขณะมีฝนตกลงมาอย่างหนักและมีลมพายุพัดแรง ส่งผลให้ต้นเหรียงซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าในช่องตะวันตกรากเริ่มเน่า ประกอบกับดินอ่อนตัวจากฝนตกก่อนหน้านี้ ทำให้รับน้ำหนักไม่ไหว ล้มลงมาปิดเส้นทางจราจร คาดว่าต้อง ใช้เวลากว่า 2ชั่วโมง จึงจะสามารถ เปิดเส้นทางได้ โดยเส้นทาง ดังกล่าว เป็นเส้นทางไปยังท่าเทียบเรือบ้านท่าเลน ไปยังเกาะห้อง เขตอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี และเกาะยัง จ.พังงา



ขณะที่ชาวบ้าน ที่ขับรถผ่านเว้นทางดังกล่าว เล่าว่าขณะเกิดเหตุ มีรถตู้รับส่งนักท่องเที่ยว คันหนึ่งขับผ่าน พอดี ก่อนที่ต้นไม้จะล้มทับถนน รอดไปอย่างหวุดหวิด

นายไพศาล ขุนศรี ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดกระบี่ แจ้งเตือนประชาชน ที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้ง 8 อำเภอเฝ้าระวังอันตรายจาก ฝนตกหนัก ฝนตกสะสม น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม หลังจากได้รับการแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตกว่า จะมีฝนตกหนัก ทะเลมีคลื่นลมแรง ในระยะนี้ ถึงวันที่ 10 กันยายนนี้

ที่มา : thaipost.net
9
ข่าวกระบี่วันนี้ / ศิลปะ บ้านในช่อง
« กระทู้ล่าสุด โดย เด็กกระบี่ เมื่อ กันยายน 05, 2018, 11:21:36 AM »
น้ำเสียจากสิ่งปฏิกูลที่เกิดจากบ่อขยะ

สายน้ำแห่งชีวิต คนหลงผิดคิดทำลาย
หายนะคนเมืองกระบี่ที่ไม่มีใครสนใจ
น้ำเสียจากสิ่งปฏิกูลที่เกิดจากบ่อขยะ
บ้านในช่อง จะไหลลงสู่ห้วยน้ำแดง...ซี่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งน้ำ ที่นำมาทำน้ำประปา...แล้วไหลลงสู่คลองกระบี่ใหญ่...ไหลลงสู่ทะเล



ที่มาของศิลปะนี้ จาก https://web.facebook.com/photo.php?fbid=10212383092602456&set=a.3641746412337&type=3&permPage=1
10
กระบี่เตรียมพัฒนาคลองท่อมเมืองสปาอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้ความร่วมมือกับจังหวัดเฮียวโกะ ประเทศญี่ปุ่น ผู้มีความเชี่ยวชาญระดับโลก

พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่เปิดเผยว่า ด้วยศักยภาพของจังหวัดกระบี่ที่มีความสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งชายหาด เกาะแก่ง ภูเขา ถ้ำ น้ำตก วิถีชีวิตชุมชนที่มีความน่าสนใจ ทำให้กระบี่เป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่จะเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งการดูแลสุขภาพ แผนงานพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คลองท่อมเมืองสปาน้ำพุร้อน จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว โดยได้ส่งเสริมการเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร การรักษาโรค การนวดแผนไทย และวิถีชีวิตชุมชน ภายใต้วิสัยทัศน์ พัฒนาคลองท่อมให้เป็นเมืองสปาน้ำพุร้อนระดับสากล โดยมีการจัดการอย่างยั่งยืนรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่แสวงหาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพบนฐานอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งได้รับความสนใจจากญี่ปุ่น โดยคณะจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา เยี่ยมเยียนและลงพื้นที่สำรวจความพ้อมและศักยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนคลองท่อม จังหวัดกระบี่ วันที่ 17-21 มิถุนายน 2561



ในระหว่างวันที่ 22-28 สิงหาคม 2561 ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี อภินันท์ เผือกผ่อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และผู้เกี่ยวข้อง เดินทางไป พบและประชุมร่วมกับ Mr.KAZUO KANAZAWA VICE GOVERNOR HYOGO PREFECTURAL GOVERNMENT และคณะ ณ.ศาลาว่าการจังหวัดเฮียวโกะ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น โดยได้ร่วมกันหารือประเด็นสำคัญ ได้แก่การประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างจังหวัดกระบี่กับจังหวัดเฮียวโกะ การขอคำปรึกษาจากชุมชนอาริมะ จังหวัดเฮียวโกะ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชื่อเสียงอยู่ในลำดับ1ใน3 ของประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับธุรกิจออนเซ็น ในการออกแบบแผนผังการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนเค็มคลองท่อมเมืองสปา ,ขอความรู้และดูงานการบริหารจัดการน้ำแร่ร้อนและการบริหารจัดการน้ำเสีย และ ขอรับการปรึกษาเรื่องการสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชน และของที่ระลึก ตลอดจนการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในโครงการคลองท่อมเมืองสปา ซึ่งจะได้นำความรู้มาบูรณาการจัดการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ต่อไป

โดยในวันที่ 4 ก.ย.61 นี้ ทางจังหวัดกระบี่จะได้ไปประชุมคณะกรรมการ เพื่อจัดตั้งคณะทำงานรับผิดชอบจัดทำแผนปฏิบัติการ และรายงานหน่วยเหนือทราบ พร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดแผนปฏิบัติการดังกล่าวให้สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครโอซาก้าทราบ เพื่อแจ้งจังหวัดเฮียวโกะทราบและประสานการปฏิบัติงานเพื่อการพัฒนาคลองท่อมเมืองสปา ให้มีทิศทางที่เหมาะสมและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ข่าวกระบี่ รายงาน ที่มาโดย https://web.facebook.com/AndamanNews/photos/a.742470519107042/1983221485031933/?type=3
หน้า: [1] 2 3 ... 10