กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
91
เตือน 16 จังหวัดภาคใต้รวมเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ เตรียมรับมืออุทกภัย ดินถล่ม คลื่นลมแรง ช่วงกลาง ต.ค.-ธ.ค.นี้

11 ต.ค 61 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภ.ช.) เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้ติดตามสถานการณ์ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2561 บริเวณภาคใต้จะได้รับอิทธิพลมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ส่งผลให้มีฝนตกชุกหนาแน่น และอาจมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้ามาใกล้หรือเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณภาคใต้

บก.ปภ.ช.จึงได้สั่งการให้จังหวัดเสี่ยงภัยในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี รวมถึงเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย ดินถล่ม และคลื่นลมแรง



โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศ เพิ่มความถี่ ในการตรวจวัดปริมาณฝน สังเกตการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชน พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ โบราณสถาน และศาสนสถาน หากเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยไม่เพียงพอให้ขอรับการสนับสนุนจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และหน่วยทหารในพื้นที่ทันที

พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากสถานการณ์ภัยในช่วงฝนตกหนักผ่านทุกช่องทาง อาทิ วิทยุกระจายเสียง เสียงตามสาย หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน เครือข่ายวิทยุสมัครเล่น สถานีโทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวี และสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงให้จังหวัดประสานการปฏิบัติกับหน่วยทหารในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานและเครือข่ายอาสาสมัครทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์รุนแรงเกินศักยภาพที่จังหวัดสามารถรับมือสถานการณ์ภัยได้ให้แจ้งกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อประสานให้การช่วยเหลือประชาชนโดยด่วน

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนัก ขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ สามารถติดต่อแจ้งเหตุและติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสาขาในพื้นที่ หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ที่มา : TNN24
92
ปาล์ม' กระบี่เดี้ยงพิษเคมี หนีลงทุนเมืองคอน ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกระบี่เจอพิษปุ๋ยเคมีทำปาล์มน้ำมันไม่ออกผลแห่ย้ายฐานมาปลูก “พัทลุง-นครศรีฯ-สงขลา”

นายกฤษณชนม์ เทพเกลี้ยง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการเกษตรจังหวัดพัทลุง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้การปลูกปาล์มน้ำมันใน จ.พัทลุง มีการขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมีการโค่นสวนยางไปปลูกปาล์มน้ำมันแทน รวมถึงการโค่นยางที่ปลูกในนาข้าว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้ปัจจุบันจังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกปาล์มประมาณ 50,000 ไร่ ขึ้นในพื้นที่ 11 อำเภอ คิดเป็นอัตราเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์/ปี ทั้งนี้ ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันส่วนหนึ่งได้เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐบาล ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิต และทำการตลาดได้ดีขึ้น

“เดิมพัทลุงมีนาข้าวเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาเลิกปลูกข้าวและหันไปปลูกยางถึง 900,000 ไร่ มาตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนจากยางในพื้นที่นามาเป็นปาล์มน้ำมัน และในพื้นที่นาร้างด้วย โดยโซนนี้จะเน้นหนัก สำหรับปาล์มน้ำมัน จ.พัทลุง ให้ผลผลิตเฉลี่ยภาพรวมประมาณ 2-3 ตัน/ปี/ไร่ เพราะเพิ่งปลูก และส่วนใหญ่ปลูกเป็นรายย่อย โดยราคาต้นทุนการผลิตประมาณ 2-3 บาท/กก. ขึ้นอยู่กับแต่ละแปลงแต่ละรายว่าจะจ้างทั้งหมด หรือทำรูปแบบครัวเรือน สำหรับทำครัวเรือนที่ผลิตปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์ และใช้แรงงานในครอบครัวค่อนข้างจะ

ลดต้นทุนได้มาก เพราะต้นทุนการผลิตหลักอยู่ที่ปุ๋ย ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์” นายกฤษณชนม์กล่าว

ทางด้านนายทศพล ขวัญรอด เจ้าของสวนยางและสวนปาล์มน้ำมันรายย่อย ประธานภาคีเครือข่ายยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) เปิดเผยว่า การปลูกปาล์มน้ำมันต้องทำเป็นสวนเชิงซ้อน สวนผสมผสาน เหมือนกับสวนยางพารา มีการทำทั้งกสิกรรม ปศุสัตว์ ประมง ควบคู่กันไปด้วย เช่น การปลูกพืชผักใต้ร่มต้นปาล์ม เลี้ยงวัว แพะ ขุดบ่อเลี้ยงปลา เป็นต้น พร้อมทำแก้มลิงแหล่งกักเก็บน้ำ ไว้ปลูกผักหน้าแล้งได้ตลอดทั้งปี มูลสัตว์เก็บไว้เป็นปุ๋ยอินทรีย์จะเป็นการประหยัดต้นทุนการผลิตได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และทางกลุ่มกำลังตื่นตัวไปทางอินทรีย์ เพื่อได้ลดต้นทุนอย่างแท้จริง

“ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่นิยมใช้ปุ๋ยเคมีทำให้หน้าดินแห้ง ส่งผลทำให้คอต้นปาล์มน้ำมันขาดไม่ให้ผลผลิต ปัญหาดังกล่าวเห็นได้ชัดกรณีผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ จ.กระบี่ บางส่วนที่ดินเสียได้ย้ายมาลงทุนปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ป่าพรุ จ.พัทลุง ไปถึงริมทะเลฝั่งอ่าวไทย หลายอำเภอของ จ.นครศรีธรรมราช และทะเลสาบ จ.สงขลา โดยมีพื้นที่ปลูกรายละ 3-5 ไร่ โดยเฉพาะ จ.นครศรีธรรมราช จะเป็นรายย่อยประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ทั้งนี้ ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายย่อยได้หารือกันว่าจะก่อตั้งสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันรายย่อย และจะร่วมกับลานเทรับซื้อปาล์มน้ำมันรายย่อยด้วยกัน”

การที่ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายย่อยมีปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการโค่นยางมาปลูกปาล์มน้ำมัน โดยเพิ่มทุนสงเคราะห์จาก 16,000 บาท/ไร่ หากปลูกยาง และถ้าปลูกปาล์มน้ำมันเป็น 26,000 บาท/ไร่ จำนวน 400,000 ไร่  และอีก 2 ปีข้างหน้า ปาล์มน้ำมันจะมีผลผลิตออกมาก จะต้องทำยุทธศาสตร์ แบ่งสัดส่วนเป็นพลังงานทดแทน ใช้กับโรงไฟฟ้า ไบโอดีเซล ฯลฯ

เจ้าของสวนปาล์มรายย่อย อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง กล่าวว่า ชาวสวนปาล์มรายย่อยค่อนข้างจะอยู่ได้ เพราะใช้แรงงานในครัวเรือน ต้นทุนการผลิตต่ำ ประมาณ 2 บาท/กก. ราคาปาล์มน้ำมัน 3 บาทเศษ ๆ ถือว่ายังมีกำไร

นายโอภาส หนูชิต ที่ปรึกษาสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.พัทลุง จำกัด เปิดเผยว่าพัทลุงปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นทุกปี แม้ว่าราคาจะอยู่ในสภาพที่ขาดทุน เพราะเป็นอาชีพดั้งเดิม และที่ดินที่มีไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดอื่น
93
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมาย กรมวิชาการเกษตร เริ่มโครงการราชบุรีประชารัฐ ประสานงานร่วมกับเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรกรราชบุรี พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมทุกภาคส่วน เพื่อสร้างต้นแบบเกษตรกรรมคุณภาพมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ให้ความสำคัญกับเกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร เพื่อประชากรโลก ตามแนวคิดขององค์การสหประชาชาติ ต้อนรับ วันอาหารโลก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานที่ประชุม “โครงการราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย นำไทยสู่ครัวโลก” มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรกรราชบุรี ในการทำงานร่วมกัน พร้อมจัดตั้งคณะทำงานจากทุกภาคส่วน ภาครัฐจากกรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานเกษตร และอาหารแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ภาคเอกชนจากบริษัทผู้ผลิตสารฯ บริษัทรับซื้อผักผลไม้ และภาคประชาชน นำไปสู่การใช้โครงการราชบุรีประชารัฐเป็นต้นแบบในการจัดการพื้นที่อื่นต่อไป ตั้งเป้าเริ่มดำเนินงานภายในเดือนตุลาคมนี้

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า “โครงการราชบุรีประชารัฐ พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการผลิตผักและผลไม้ด้วยการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย รวมทั้งให้มีการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสารตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ เปรียบเทียบความแตกต่าง และนำมาสรุปผล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและยืนยันว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ไม่ได้ส่งผลกระทบด้านลบ เนื่องจากกระแสข่าวเรื่องสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรกรตกต่ำ จนทำให้เกษตรกรขาดทุน เป็นหนี้สินจำนวนมาก และปัจจุบัน เกิดการกักตุนสารเคมี ทำให้ราคาพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ของประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมในระยะยาว

โครงการราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย นำไทยสู่ครัวโลก สอดคล้องกับแนวคิดหลักขององค์การสหประชาชาติ ในการประกาศให้วันที่ 16 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันอาหารโลก” ในการยกระดับโภชนาการและมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชากรโลก ด้วยการปรับปรุงสมรรถนะการผลิตและการกระจายผลิตผลการเกษตร ส่งเสริมการพัฒนา ปรับปรุงความเป็นอยู่ของประชาชน นำไปสู่การขจัดความหิวโหย หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ นั่นคือ การส่งเสริมการลงทุนในการเกษตร ถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร ส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และการผสานความร่วมมือจากส่วนต่าง ๆ ในการถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการ นำไปสู่การประยุกต์ปฏิบัติใช้ได้อย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่า ส่วนสำคัญของแนวคิดคือ เกษตรกร อันเป็นกลจักรหลักในการผลิต สร้างอาหารมาเลี้ยงประชากรทั้งโลก นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาคมโลก

ที่มา https://www.kasetorganic.com/forum/index.php/topic,1519.0.html
94
น้ำฝนสะสมส่งผลต้นเหรียงยักษ์อายุกว่า 100 ปี ล้มขวางถนนจราจรปิดร่วม 2 ชั่วโมง

เมื่อ 8 ก.ย.61 รายงานจากทีมข่าวกระบี่ว่า เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงอ่าวนาง เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกระบี่พิทักษ์ประชา และชาวบ้าน ระดมเครื่องเลื่อยยนต์ เกือบ10 เครื่อง เข้าตัดโค่น เคลื่อนย้าย ต้นเหรียงขนาดใหญ่ สูงกว่า 40 เมตร อายุกว่า 100 ปี ออกจากเส้นทางการจราจรถนนสาย บ้านในช่อง – บ้านในสระ หมู่ 1 ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ หลังจาก มีฝนตกหนักลมพัดแรง ทำให้ต้นไม้ล้ม รถทุกชนิด ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย คอยอำนวยความสะดวงด้านการจราจร และคอยบอกให้รถเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นชั่วคราว



นายจิระศักดิ์ สินศักดิ์ศรี หัวหน้าหมวดทางหลวงอ่าวนาง เปิดเผยว่าเวลาประมาณ 15.00 น. ที่ผ่านมาขณะมีฝนตกลงมาอย่างหนักและมีลมพายุพัดแรง ส่งผลให้ต้นเหรียงซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าในช่องตะวันตกรากเริ่มเน่า ประกอบกับดินอ่อนตัวจากฝนตกก่อนหน้านี้ ทำให้รับน้ำหนักไม่ไหว ล้มลงมาปิดเส้นทางจราจร คาดว่าต้อง ใช้เวลากว่า 2ชั่วโมง จึงจะสามารถ เปิดเส้นทางได้ โดยเส้นทาง ดังกล่าว เป็นเส้นทางไปยังท่าเทียบเรือบ้านท่าเลน ไปยังเกาะห้อง เขตอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี และเกาะยัง จ.พังงา



ขณะที่ชาวบ้าน ที่ขับรถผ่านเว้นทางดังกล่าว เล่าว่าขณะเกิดเหตุ มีรถตู้รับส่งนักท่องเที่ยว คันหนึ่งขับผ่าน พอดี ก่อนที่ต้นไม้จะล้มทับถนน รอดไปอย่างหวุดหวิด

นายไพศาล ขุนศรี ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดกระบี่ แจ้งเตือนประชาชน ที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้ง 8 อำเภอเฝ้าระวังอันตรายจาก ฝนตกหนัก ฝนตกสะสม น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม หลังจากได้รับการแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตกว่า จะมีฝนตกหนัก ทะเลมีคลื่นลมแรง ในระยะนี้ ถึงวันที่ 10 กันยายนนี้

ที่มา : thaipost.net
95
ข่าวกระบี่วันนี้ / ศิลปะ บ้านในช่อง
« กระทู้ล่าสุด โดย เด็กกระบี่ เมื่อ กันยายน 05, 2018, 11:21:36 AM »
น้ำเสียจากสิ่งปฏิกูลที่เกิดจากบ่อขยะ

สายน้ำแห่งชีวิต คนหลงผิดคิดทำลาย
หายนะคนเมืองกระบี่ที่ไม่มีใครสนใจ
น้ำเสียจากสิ่งปฏิกูลที่เกิดจากบ่อขยะ
บ้านในช่อง จะไหลลงสู่ห้วยน้ำแดง...ซี่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งน้ำ ที่นำมาทำน้ำประปา...แล้วไหลลงสู่คลองกระบี่ใหญ่...ไหลลงสู่ทะเล



ที่มาของศิลปะนี้ จาก https://web.facebook.com/photo.php?fbid=10212383092602456&set=a.3641746412337&type=3&permPage=1
96
กระบี่เตรียมพัฒนาคลองท่อมเมืองสปาอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้ความร่วมมือกับจังหวัดเฮียวโกะ ประเทศญี่ปุ่น ผู้มีความเชี่ยวชาญระดับโลก

พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่เปิดเผยว่า ด้วยศักยภาพของจังหวัดกระบี่ที่มีความสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งชายหาด เกาะแก่ง ภูเขา ถ้ำ น้ำตก วิถีชีวิตชุมชนที่มีความน่าสนใจ ทำให้กระบี่เป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่จะเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งการดูแลสุขภาพ แผนงานพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คลองท่อมเมืองสปาน้ำพุร้อน จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว โดยได้ส่งเสริมการเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร การรักษาโรค การนวดแผนไทย และวิถีชีวิตชุมชน ภายใต้วิสัยทัศน์ พัฒนาคลองท่อมให้เป็นเมืองสปาน้ำพุร้อนระดับสากล โดยมีการจัดการอย่างยั่งยืนรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่แสวงหาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพบนฐานอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งได้รับความสนใจจากญี่ปุ่น โดยคณะจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา เยี่ยมเยียนและลงพื้นที่สำรวจความพ้อมและศักยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนคลองท่อม จังหวัดกระบี่ วันที่ 17-21 มิถุนายน 2561



ในระหว่างวันที่ 22-28 สิงหาคม 2561 ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี อภินันท์ เผือกผ่อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และผู้เกี่ยวข้อง เดินทางไป พบและประชุมร่วมกับ Mr.KAZUO KANAZAWA VICE GOVERNOR HYOGO PREFECTURAL GOVERNMENT และคณะ ณ.ศาลาว่าการจังหวัดเฮียวโกะ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น โดยได้ร่วมกันหารือประเด็นสำคัญ ได้แก่การประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างจังหวัดกระบี่กับจังหวัดเฮียวโกะ การขอคำปรึกษาจากชุมชนอาริมะ จังหวัดเฮียวโกะ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชื่อเสียงอยู่ในลำดับ1ใน3 ของประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับธุรกิจออนเซ็น ในการออกแบบแผนผังการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนเค็มคลองท่อมเมืองสปา ,ขอความรู้และดูงานการบริหารจัดการน้ำแร่ร้อนและการบริหารจัดการน้ำเสีย และ ขอรับการปรึกษาเรื่องการสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชน และของที่ระลึก ตลอดจนการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในโครงการคลองท่อมเมืองสปา ซึ่งจะได้นำความรู้มาบูรณาการจัดการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ต่อไป

โดยในวันที่ 4 ก.ย.61 นี้ ทางจังหวัดกระบี่จะได้ไปประชุมคณะกรรมการ เพื่อจัดตั้งคณะทำงานรับผิดชอบจัดทำแผนปฏิบัติการ และรายงานหน่วยเหนือทราบ พร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดแผนปฏิบัติการดังกล่าวให้สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครโอซาก้าทราบ เพื่อแจ้งจังหวัดเฮียวโกะทราบและประสานการปฏิบัติงานเพื่อการพัฒนาคลองท่อมเมืองสปา ให้มีทิศทางที่เหมาะสมและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ข่าวกระบี่ รายงาน ที่มาโดย https://web.facebook.com/AndamanNews/photos/a.742470519107042/1983221485031933/?type=3
97
ชาวบ้านพบเรือโบราณอายุกว่า 100 ปี จมอยู่ในคลองพัน ต.ปลายพระยา ชาวบ้านนำขึ้นมาไว้ที่วัดนทีมุกขาราม เชื่อศักดิ์สิทธิ์ กราบไหว้บูชา และขอเลขเด็ด

เมื่อ 3 ก.ย. 61 ผู้สื่อข่าวกระบี่ได้รับแจ้งจาก นายนิวัฒน์ วัฒนยมนาพร กรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ ว่า ชาวบ้านในอำเภอปลายพระยาแจ้งว่า พบเรือโบราณ อายุกว่า 100 ปี โดยชาวบ้านได้เคลื่อนย้ายไปไว้ที่วัดนทีมุกขาราม หรือวัดปากน้ำ ในพื้นที่ ม.1 ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบเรือลำดังกล่าวถูกนำมาวางไว้ภายเต็นท์บริเวณหน้ากุฏิเจ้าอาวาส พร้อมธูปเทียน โดยมีชาวทยอยเดินทางมากราบไหว้กันอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางคนได้นำแป้งมาโรยแล้วลูบเบาๆ เพื่อหาเลขเด็ดตามความเชื่อ



สำหรับเรือลำดังกล่าว เป็นเรือที่ทำจากไม้ต้นเดียว ตะเคียนสีน้ำตาล ยาวประมาณ 6 เมตรครึ่ง ช่วงกลางลำเรือกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร สภาพผุพังไปตามกาลเวลา

นายมณู ด้วนศรีจันทร์ อายุ 64 ปี ชาวบ้านที่พบเรือลำดังกล่าวเล่าว่า เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา พบเรือลำดังกล่าวโผล่เพียงครึ่งลำริมตลิ่งที่บริเวณคลองพันโตน ห่างจากวัดนทีมุกขาราม ประมาณ 600 เมตร แต่ไม่ได้บอกใคร เพราะจะเอาไว้ใช้เอง แต่หลังจากพบลูกหลานหลายคนได้ฝันว่า ให้เอาเรือขึ้นจากน้ำ แต่ตนก็ยังไม่ได้เอาขึ้นมา ต่อมา ตนมีอาการปวดเข่ากำเริบ จึงได้ไปที่ลำคลองดังกล่าว และบนบานว่า ถ้าหายเจ็บเข่าก็จะเอาเรือขึ้นไปไว้ที่วัด หลังจากนั้น อาการปวดเข่าหายเป็นปลิดทิ้ง

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา จึงได้บอกชาวบ้านให้ช่วยกันขุดขึ้นมาและเคลื่อนย้ายไปไว้ที่วัดเพื่อให้ชาวบ้านกราบไหว้บูชา เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และให้โชคลาภ ขณะที่เจ้าอาวาสวัดนทีมุกขาราม ก็อนุญาตให้นำไปไว้ที่วัด เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าวัดกันมากขึ้น

ขณะที่ นายนิวัฒน์ กล่าวว่า เรือในลักษณะดังกล่าว เป็นเรือที่ใช้ในสมัยโบราณ อายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ส่วนใหญ่ทำจากไม้ตะเคียนต้นเดียว ในอดีตชาวบ้านจะใช้บรรทุกสิ่งของ และสัญจรข้ามคลอง ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น เรือโกรน เรือนาถ เรือขุด เป็นต้น โดยที่ผ่านมา ในจังหวัดกระบี่พบแล้ว 4 ลำ บางลำก็มีสภาพสมบูรณ์ ซึ่งจะได้ประสานเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร มาตรวจสอบและขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุโบราณต่อไป

ที่มา :mgronline
98
เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2561 ตำรวจ สภ.เมืองกระบี่ รับแจ้งมีคนเสียชีวิตภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนถนนมหาราช ต.ปากน้ำ อ.เมืองกระบี่ บริเวณห้องพักหมายเลข 1-6 ชั้น 2 ของโรงแรมดังกล่าว ติดกับประตูทางเข้าห้อง พบศพนายธีรชัย วงค์สุกิจจา อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 146/11 หมู่ 7 ต.กระทู้ อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต ทำงานเป็น ผู้จัดการแห่งหนึ่งที่อ่าวไร่เลย์ ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ นอนเสียชีวิตในลักษณะฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะข้างเตียงนอน ในสภาพนุ่งผ้าขนหนูเพียงผืนเดียว สภาพศพไม่พบร่องรอยบาดแผล คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 6-7 ชม. ตรวจสอบภายในห้องที่เกิดเหตุ พบยาพ่นสำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด 2 หลอด

สอบสวนจากเพื่อนสนิทผู้ตาย ทราบว่า ผู้ตายมีโรคประจำตัวเป็นโรคหอมหืด โดยก่อนจะเสียชีวิต ได้มาเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. เพื่อรอเดินทางไป จ.เชียงใหม่ ในวันรุ่งขึ้น แต่พอถึงเวลาเพื่อนๆ ไม่สามารถติดต่อผู้ตายได้ กระทั่งเที่ยงจึงประสานให้ทางโรงแรมตรวจสอบให้ว่ายังพักอยู่ในห้องหรือไม่ ก็พบว่าเสียชีวิตแล้ว เบื้องต้นตำรวจลงความเห็นว่าเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว อย่างไรก็ตามจะเร่งติดต่อญาติผู้ตายให้มาพบ หากไม่ติดใจก็จะมอบศพให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี โดยเจ้าหน้าที่นำศพเก็บไว้ที่โรงพยาบาลกระบี่

ข่าวกระบี่ ผู้จัดการโรงแรมดังอ่าวไร่เลย์ ตายคาห้องพักโรงแรมในตัวเมืองกระบี่ ตำรวจคาดโรคประจำตัวกำเริบ
99
วันที่ 3 -5 กันยายนนี้ เตือน 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งตะวันตกระวังอันตรายจากฝนตกหนัก

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตก ออกประกาศฉบับที่ 1 เรื่องฝนตกหนักและคลื่นลมแรง ระบุว่า ช่วงวันที่ 3-5 กันยายนนี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกชุกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ระมัดระวังอันตรายจากภาวะฝนตกหนักที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในระยะนี้ไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมในทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และในบริเวณฝนฟ้าคะนองรวมทั้งบริเวณใกล้เคียง มีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ
100
คลื่นทะเลมีลมแรงซัดเรือคว่ำ 2 พ่อ-ลูกกลายเป็นศพจมก้นทะเลอ่าวลึก หลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี นำเรือออกค้นหา โดยมีนักดำน้ำ และกู้ภัยในจังหวัดร่วมระดมค้นหาท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย ...


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 ก.ค. นายชัยวุฒิ บัวทอง นอภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 6 ต.แหลมสัก ว่ามีเหตุเรือเล็กพลิกคว่ำ มีผู้สูญหาย 2 คนเป็นพ่อกับลูก บริเวณปากคลองบากัน หมู่ 2 ต.อ่าวลึกน้อย อ.อ่าวลึก จากนั้นได้ประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัย อบต.แหลมสัก จนท.อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี นำเรือออกค้นหา โดยมีนักดำน้ำของอุทยานฯ ร่วมค้นหาด้วย

บริเวณปากน้ำจุดที่คาดว่าเรือล่ม เจ้าหน้าที่พบเรือลำที่รับแจ้งลอยอยู่ คาดว่าคนทั้งคู่น่าจะสูญหายบริเวณดังกล่าว สอบถามญาติผู้สูญหาย ทราบชื่อผู้สูญหายคือ นายศุภโชค เนื้ออ่อน อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 108 หมู่ 6 ต.แหลมสัก อีกคนเป็นลูกชายชื่อ ด.ช.จิรศักดิ์ เนื้ออ่อน อายุ 6 ขวบ สอบถามญาติทราบว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา นายศุภโชค ได้นำอวนไปซ่อมที่บ้านคนรู้จัก โดยพาลูกชาย นั่งเรือไปด้วย กระทั่งเมื่อช่วงดึก ระหว่างเดินทางกลับ เกิดมีลมพัดคลื่นลมแรง จึงเชื่อว่าคลื่นซัดใส่เรือจนทั้งคู่พลัดตกน้ำ อย่างไรก็ตาม ญาติๆ ยังเชื่อว่าทั้งคู่น่าจะยังมีชีวิตรอด เพราะนายศุภโชค ว่ายน้ำเก่ง แต่เป็นห่วงตัวเด็กมากกว่า

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ระดมนักดำน้ำจากหน่วยกู้ภัยใน จ.กระบี่ และหน่วยกู้ภัย อ.ทับปุด จ.พังงา ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ออกช่วยเหลือค้นหาท่วมกลางสภาพอากาศเลวร้าย คลื่นลมค่อนข้างแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. นักดำน้ำของอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี ซึ่งดำค้นหานานหลายชั่วโมง พบร่างของ ด.ช.จิรศักดิ์ เนื้ออ่อน อายุ 6 ปี แล้ว โดยร่างจมอยู่ก้นทะเลใกล้กับจุดพบเรือ ส่วนตัวของนายศุภโชค เนื้ออ่อน ผู้เป็นพ่อ ยังคงสูญหาย เจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ภัยอ่าวลึก นำศพของ ด.ช.จิรศักดิ์ ส่ง รพ.อ่าวลึก ตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนจะมอบให้ญาตินำกลับ.

จากนั้นล่าสุด ได้พบศพนายศุภโชค เนื้ออ่อน ผู้เป็นพ่อแล้วเช่นกัน.

ที่มา ข่าวกระบี่ https://www.thairath.co.th/content/1343361
หน้า: 1 ... 8 9 [10]