กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10
31
โรงแรมโนโวเทลหัวหินชะอำบีชรีสอร์ทแอนด์สปา ได้ประกาศปิดดำเนินการตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 64 อันเป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานทุกคน

โดยระบุว่า

“เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ประเทศไทยในปัจจุบัน โรงแรมโนโวเทลหัวหินชะอำบีชรีสอร์ทแอนด์สปา จำเป็นต้องปิดดำเนินการตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2564

ในขณะที่เราประสบปัญหากับโรคโควิด-19 สิ่งสำคัญที่สุดของเราคือ ความปลอดภัยของลูกค้าทุกท่านและพนักงานของทางโรงแรม จึงจำเป็นต้องปิดบริการชั่วคราวและจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งหลังวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 หรือเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

นอกจากนี้ คุณยังสามารถติดต่อเราได้ทางอีเมล์: [email protected] หรือโทร +66 (0) 32708300

ทางโรงแรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ต้อนรับคุณลูกค้าอีกครั้ง เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

ด้วยความห่วงใยจากโรงแรมโนโวเทลหัวหินชะอำบีชรีสอร์ทแอนด์สปา
32
ข่าวกระบี่วันนี้ / เสนอ 5 มาตรการเยียวยาท่องเที่ยว
« กระทู้ล่าสุด โดย เด็กกระบี่ เมื่อ มกราคม 12, 2021, 10:15:51 AM »
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯจะนำข้อเรียกร้องของเอกชน 5 สมาคมท่องเที่ยว ไปหารือร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (12 ม.ค. 64) โดยทั้ง 5 สมาคมท่องเที่ยวได้ยื่นหนังสือรวมข้อเรียกร้องที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเร่งด่วนใน 5 เรื่อง ได้แก่

1.มาตรการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 2.การจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) พร้อมสนับสนุนให้เอกชนท่องเที่ยวเข้าถึงง่ายขึ้น 3.การลดค่าไฟฟ้า 15% ต่อหน่วยในภาวะวิกฤติ 4.การยืดระยะเวลาการยื่นภาษีประจำปี 2563 และ 5.การขอให้รัฐร่วมกับเอกชนจ่ายค่าจ้างให้แรงงานภาคท่องเที่ยวในลักษณะโค-เพย์เมนต์ (Co-payment) ฝั่งละ 50% จำนวนเงินไม่เกิน 7,500 บาทต่อเดือน


พิพัฒน์ รัชกิจประการ © สนับสนุนโดย Thansettakij พิพัฒน์ รัชกิจประการ

ทั้งนี้ข้อเสนอในการร้องขอความช่วยเหลือและเยียวยา จากรัฐบาล ของ 5 สมาคมท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย 1.สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) 2.สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) 3.สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) 4.สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) และ 5.สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดรอบใหม่ของโควิด-19

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯยังเตรียมหารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ให้มีการใช้โรงแรมหรือรีสอร์ทเป็นสถานที่กักตัวทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เรียกว่า “Hotel Quarantine” กล่าวคือนักท่องเที่ยวสามารถอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ของโรงแรมได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องพักอย่างเดียว ภายใต้แนวคิด Area Quarantine ในลักษณะเดียวกับที่ทำกับสนามกอล์ฟ หรือ Golf Quarantine ซึ่งสามารถออกรอบตีกอล์ฟได้เลยตั้งแต่วันแรก

ทั้งนี้โรงแรมที่เข้าร่วมโฮเทลควอรันทีนจะต้องมีรั้วรอบขอบชิดชัดเจน โดยโรงแรมที่ผ่านการประเมินเป็นสถานที่กักตัวทางเลือกแห่งรัฐ (ASQ / ALQ) สามารถเข้าร่วมเป็น Hotel Quarantine ได้ โดยขึ้นอยู่กับการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมของ สธ.อีกที และเมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวฯหารือเรื่องนี้กับ สธ.แล้ว ก็จะเสนอให้ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.พิจารณาต่อไป

หากสามารถผลักดัน Hotel Quarantine ให้เกิดขึ้นได้จริงระหว่างรอการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 คาดทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยได้มากกว่ากรณีรัฐบาลเปิดให้ใช้วีซ่าประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa : STV) ซึ่งปี 2563 มีชาวต่างชาติขอวีซ่าประเภทนี้เพียง 1,300 คนเท่านั้นนับตั้งแต่กลุ่มแรกเดินทางเข้าไทยเมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา จึงน่าจะช่วยกระตุ้นรายได้ท่องเที่ยวระหว่างรอการคลายล็อคการเดินทางระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตามเมื่อดูจากสถิติของนักท่องเที่ยวที่ขอวีซ่า STV เดินทางเข้าไทย แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในด้านจำนวน ยังเข้ามาค่อนข้างน้อย แต่ถือว่าประสบความสำเร็จด้านจิตใจ เพราะพบว่าหลังกักตัวครบ 14 วัน ไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 แม้แต่คนเดียว สะท้อนให้คนไทยเห็นว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามามีการดูแลตัวเองได้ดีไม่แตกต่างจากคนไทย

 โดยทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯเชื่อมั่นว่าสามารถสร้างการรับรู้ได้แล้วว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่นำเข้ามา ไม่ได้เป็นผู้พาเชื้อโควิด-19 เข้ามาด้วย จึงต้องการเสนอให้มีการกักตัวแบบ Hotel Quarantine เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยระหว่างรอวัคซีนและคลายล็อคข้อจำกัดต่างๆ แน่นอนว่าแนวทางดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
33
ากการชะงักงันของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่เบื้องต้นจะได้รับผลกระทบร่วม 2 เดือน ขณะที่แผนทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ก็ต้องสะดุดไปไม่ต่างกัน ธุรกิจท่องเที่ยวในปีนี้ จะอยู่กันอย่างไรต่อไป 2 บิ๊กสมาคมท่องเที่ยวเปิดใจกับ “ฐานเศรษฐกิจ”

 
วัคซีนเป็นคำตอบ

 
นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า แนวโน้มของธุรกิจท่องเที่ยวในปี64 ณ วันนี้ “วัคซีน” เป็นคำตอบโควิด-19 เป็นเหตุสุดวิสัย คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะจบเมื่อไหร่ และการแพร่ระบาดจะยังคงลุกลามไปเรื่อย หรือจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ อย่างในไทยหรือในต่างประเทศ พอมีเกิดการระบาดระลอกใหม่ ก็ทำให้คนหวาดกลัวการเดินทางท่องเที่ยว

 
ดังนั้นวัคซีน จึงเป็นตัวแปรสำคัญ ว่า คนไทยจะได้รับการฉีดวัคซีนได้ทั่วถึงเมื่อไหร่ ซึ่งคงต้องใช้เวลาพอสมควร ส่วนในต่างประเทศ เมื่อฉีดแล้ว จะกล้าเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยหรือเปล่า ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่คิดว่าต้องมารอจนถึงมีวัคซีน เพราะคิดว่าไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าไทยเรามีระบบติดตามตัว ไทยก็จะทยอยปลดล็อกให้ต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยได้เพิ่มขึ้น

แต่จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในไทย ก็ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวในปี64 จะยังคงอยู่ในสภาวะทรงตัว ยังไม่เห็นภาพของการฟื้นตัว รัฐบาลก็มีแนวโน้มชลอการเปิดรับนักท่องเที่ยวออกไป โดยรอดูหลังไตรมาส1ปี64

 
การขับเคลื่อนการเดินทางเที่ยวในประเทศก็ยังคงหัวใจสำคัญที่รัฐต้องออกมาผลักดันเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีเรื่องภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชลอตัว ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ก็ทำให้เกิดการยกเลิกห้องพักไปเป็นจำนวนมาก

คงต้องรอให้รัฐคุมการแพร่ระบาดได้ก่อน และ จุดโฟกัสคงต้องมุ่งเน้นไปที่กลุ่มข้าราชการ มากกว่าเอกชน ซึ่งการที่รัฐบาลประกาศวันหยุดราชการเพิ่ม ทั้งการเพิ่มวันหยุดราชการ และเพิ่มวันหยุดราชการประจำภูมิภาค ให้ข้าราชการเดินทางไปเที่ยว เพราะที่ผ่านมาในทุกวันหยุด จะเกิดการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกเทศกาล

 
สำหรับภาคธุรกิจการปรับตัวในปี 64 ก็จะมีทั้งธุรกิจที่ปิดให้บริการไปก่อน รอการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว  โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวระดับเอสเอ็มอี เพราะทนมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา คงไม่สามารถประคองธุรกิจได้ต่อ การจะไปกู้เงินมาเสริมสภาพคล่อง ธุรกิจท่องเที่ยวก็ไม่มีใครอยากกู้ เพราะจะเป็นหนี้เพิ่มแน่นอน เมื่อรายได้ไม่เข้ามาเหมือนก่อน

 
ส่วนธุรกิจที่ยังคงเปิดให้บริการอยู่ ก็ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย เช่นการยืดหยุ่นการรับจอง การทำตลาดผ่านโซเชี่ยลที่ตอบโจทย์คนไทย การรักษาฐานลูกค้าเดิม เพื่อบริหารกระแสเงินสด และการดาวน์ไซซ์องค์กรเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 
เพราะในปี 64 ลูกค้าก็ยังน้อย มีดีมานด์ของตลาดไม่ถึง50% ธุรกิจต้องดูว่าจะบริหารองค์กรอย่างไร ให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ ทั้งต้องดูจุดแข็งขององค์กร ว่ามีดีอะไร เช่น อาหาร เพื่อสร้างรายได้จากจุดแข็งที่มี เป็นต้น

 
โควิดระลอกใหม่ ทำให้ผู้ประกอบการประเมินว่าจากเดิมคาดว่าธุรกิจจะกระทบต่อเนื่องไปถึงกลางปี2564 แต่สถานการณ์ขณะนี้น่าจะกระทบไปถึงสิ้นปี 2564 ทำให้โรงแรมที่กลับมาทยอยเปิดแล้ว ก็อาจจะต้องกลับมาปิดให้บริการอีกครั้ง

 
ขณะเดียวกันทีเอชเอ ก็ยังอยากเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้ธุรกิจโรงแรมยังสามารถพอประคองตัวอยู่ได้ เพื่อรอให้การท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว โดยเราได้เสนอ 4 มาตรการเยียวยาเพิ่มเติม ทั้งชำระหนี้ ส่วนหนี้คงเหลือเดิมขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นคงที่ 2% วอนสนับสนุนซอฟต์โลนไม่เกินรายละ 60 ล้านบาทต่อโรงแรมเพิ่มสภาพคล่อง ขอสนับสนุนการจ่ายเงินเดือน 50% แบบCo-payment วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท รักษาการจ้างแรงงาน 2 แสนคน

 
ระยะสั้นอยู่รอดรัฐต้องอุดหนุน

 
นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ แม้รัฐบาลจะไม่ได้ประกาศล็อกดาวน์ แต่จากมาตรการต่างๆก็ไม่เอื้อให้คนเดินทางท่องเที่ยว เพราะคงไม่มีใครอยากไปเที่ยวแล้วต้องถูกกักตัว 14 วัน ซึ่งผลกระทบจะยาวนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลว่าจะเร็วหรือช้าแค่ไหน

 
ธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส1และ2 ปีนี้ได้รับผลกระทบอย่างมาก หนทางเดียวที่จะอยู่รอดได้คือต้องได้รับการอุดหนุนและเยียวยาจากรัฐบาล ให้ธุรกิจท่องเที่ยวพอจะเหลืออยู่รอดได้บ้าง ไม่ใช่ตายไปทั้งหมด เพราะมั่นใจว่าเมื่อทั่วโลกคุมการระบาดได้ ยังไงนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะกลับมาเที่ยวไทย

อ่านต่อที่ msn.com
34
ข่าวกระบี่วันนี้ / ปีใหม่นี้ กระบี่ ฉลองกันที่ไหน
« กระทู้ล่าสุด โดย เด็กกระบี่ เมื่อ ธันวาคม 17, 2020, 02:07:57 PM »
งาน กระบี่เค้าท์ดาวน์ 2021 ที่เกาะพีพี 30-31 ธันวาคมนี้ ร่วมนับถอยหลังกันได้แล้วที่ ลานอเนกประสงค์ พีพี ฮาเบอร์วิว โฮเต็ล อ่าวต้นไทร

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1116056768827235&set=p.1116056768827235&type=3
35
ผู้ว่าฯ การท่องเที่ยว ชี้ อาจเลื่อนการเปิดจองที่พัก โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” หลังพบ โรงแรม-ร้านค้าทุจริต รวมกว่า 500 แห่ง

วันที่ 15 ธันวาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากก่อนหน้านี้ โคงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จะเปิดให้ใช้สิทธิ์ในการจองที่พักโรงแรมเพิ่มเติม ในวันที่ 16 ธันวาคม 2563

ล่าสุด นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แถลงข่าวด่วนในวันนี้ (15 ธ.ค.) ว่า อาจจะต้องขอเลื่อนการจองโครงการ เราเที่ยวด้วยกัน ระยะที่ 2 ออกไปสักระยะ หลังพบว่า อาจมีโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ ทุจริต ประมาณ 312 แห่ง และ ร้านค้าประมาณ 200 แห่ง



ทั้งนี้ นายยุทธศักดิ์ ระบุว่า ทราบชื่อโรงแรมทั้งหมด โดยต้องประสานกระทรวงการคลังและธนาคารกรุงไทย เพื่อตรวจสอบ พร้อมดำเนินการทางกฎหมาย ทั้งคดีแพ่ง และอาญา กับโรงแรมและร้านค้าที่กระทำความผิดดังกล่าว
36
ข่าวกระบี่วันนี้ / เที่ยวไทยวัยเก๋า มีเฮแน่
« กระทู้ล่าสุด โดย เด็กกระบี่ เมื่อ ธันวาคม 16, 2020, 11:12:59 AM »
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า “เที่ยวไทยวัยเก๋า” ไม่ได้ถูกสั่งเบรคโครงการ จากคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธานแต่อย่างใด

โดยเงื่อนไขของโครงการ“เที่ยวไทยวัยเก๋า" ยังคงเป็นไปตามมติของศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือ ศบศ. เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม63 ที่เห็นชอบในหลักการของโครงการดังกล่าว

ได้แก่ 1.ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีอายุ 55 ปีขึ้นไป 2.แพ็คเกจ 3 วัน 2 คืน 3.เที่ยววันธรรมดา พัก วันอาทิตย์ - พฤหัส ผ่านบริษัททัวร์ 4.สนับสนุน รายละ 5,000 บาทในราคาขายแพคเกจราคา 12,500 บาทขึ้นไป จำนวน 1 ล้านแพ็คเกจ 5. บริษัทนำเที่ยวรับได้ ไม่เกิน 3,000 รายต่อบริษัท ภายใต้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน

ปัจจุบันททท.อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะทำงาน เพื่อจัดทำรายละเอียดในเรื่องของขั้นตอนการดำเนินงาน หรือ Flow ในการสนับสนุนโครงการนี้ของรัฐบาล และการตรวจสอบต่างๆที่ต้องทำให้โครงการนี้เกิดการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดา

โดยหลักๆจะเป็นการลงรายละเอียด ขั้นตอนการรองรับโครงการนี้ วิธีการสนับสนุน 40% จากโครงการ จำนวน5พันบาท จากแพ็คเกจขั้นต่ำ1.25 หมื่นบาท รวมถึงมีการอาจปรับวิธีการจ่าย ที่รัฐจะไม่จ่าย 5 พันบาทต่อคน ให้บริษัทนำเที่ยว แต่จ่ายตรงให้กับนักท่องเที่ยวผู้สูงวัยเลย ขั้นตอนการรองรับโครงการนี้ ของระบบแอพพลิเคชันของ KTB (ธนาคารกรุงไทย)



ทั้งนี้คาดว่าททท.หากจัดทำFLOW ต่างๆเหล่านี้แล้วเสร็จ จะนำข้อสรุปทั้งหมดเสนอไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองฯได้ในวันที่17ธันวาคมนี้ เพื่อเสนอ

ครม.อนุมัติต่อไป นายยุทธศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
37
    โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เหลือสิทธิ์ จองห้องพัก-ตั๋วเครื่องบิน กว่า 1.8 ล้านสิทธิ์ ขยายเวลาร่วมโครงการ ถึง 30 เม.ย. 64

    ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบศ.ครั้งที่ 6/2563 (2 ธันวาคม) มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว การปรับปรุงโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน”

    ล่าสุด (9 ธันวาคม 2563) ที่เว็บไซต์ เราเที่ยวด้วยกัน.com รายงานจำนวนสิทธิ์คงเหลือ อีกกว่า 1.8 ล้านสิทธิ์ โดยแบ่งเป็น

    จำนวนสิทธิ์ที่พัก คงเหลือ 225,922 สิทธิ์
    จำนวนสิทธิ์ตั๋วเครื่องบิน คงเหลือ 1,683,910 สิทธิ์
    อีกทั้งยังขยายระยะเวลาการร่วมโครงการ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2563 ไปจนถึง 30 เมษายน 2564

    ทั้งนี้ ประชาชนที่จะได้รับสิทธิ์ ต่อเมื่อ ท่องเที่ยว กิน และนอน ในจังหวัดที่ไม่ใช่ทะเบียนบ้านของตนเอง

เงื่อนไขการลงทะเบียนสำหรับประชาชน

  • มีบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลสัญชาติไทย
  • อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

เงื่อนไขใหม่ “เราเที่ยวด้วยกัน”

  • ปรับปรุงขอบเขตการใช้สิทธิจำนวนการจองห้องพักจากเดิมประชาชนจองที่พักได้ไม่เกิน 10 คืน (Room night) ต่อ 1 สิทธิ เพิ่มเป็น 15 คืนต่อ 1 สิทธิ
  • ขยายช่วงเวลาการจองที่พัก จากเวลา 06.00 – 21.00 น. เป็นเวลา 06.00 – 24.00 น.
  • เพิ่มจำนวนห้องพักในโครงการจากเดิม 5 ล้านคืน เป็น 6 ล้านคืน (จำนวนห้องที่เพิ่มมาจะสนับสนุนเฉพาะ E-voucher แต่ไม่อุดหนุนเรื่องค่าที่พัก)
  • เพิ่มโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตฯ แต่มีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้สามารถเข้าร่วมโครงการได้

โรงแรมที่พักแบ่งออกกลุ่มที่ 1 ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม กลุ่มที่ 2 ยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม แต่ได้รับการผ่อนผันตามประกาศหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ซึ่งมีผลผ่อนผันถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2564 สามารถเข้าร่วมโครงการได้[/li][/list]



กลุ่มที่ 3 อนุมัติในหลักการ แต่ต้องหารือรายละเอียดกับกระทรวงการคลังต่อไป คือ โรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และอยู่ในระบบฐานภาษีของกรมสรรพากร โดยเฉพาะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้อง จะได้รับพิจารณาเข้าร่วมโครงการได้ แต่ต้องรอหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์รายละเอียดต่อไป

  • อนุมัติให้ธุรกิจและบริการที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวสามารถใช้ระบบคูปองออนไลน์ (E-Voucher) ได้ ประกอบด้วย ธุรกิจการขนส่งภาคท่องเที่ยว ธุรกิจสปาหรือนวดเพื่อสุขภาพ
  • ปรับปรุงเกณฑ์สนับสนุนค่าบัตรโดยสารเครื่องบินจากเดิมรัฐสนับสนุนร้อยละ 40 แต่สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อ 1 สิทธิ เป็นสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อ 1 สิทธิ เฉพาะการเดินทางไปท่องเที่ยวในจังหวัดที่ภาคท่องเที่ยวพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูง ประกอบด้วย ภูเก็ต พังงา กระบี่ สุราษฎร์ธานี สงขลา เชียงใหม่ และเชียงราย
  • กำหนดหลักเกณฑ์การลาสำหรับข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และพนักงานรัฐวิสาหกิจ สามารถลาพักร้อนในวันธรรมดาเพิ่มได้ 2 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลาเมื่อใช้สิทธิในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน
38
รัฐร่วมจ่าย 5 พันล้าน จูงใจ วัยเก๋าเที่ยวไทย

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2563 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ครั้งที่ 6/2563 มีมติเห็นชอบเห็นชอบโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุ โดยมีรายละเอียดดังนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีอายุ 55 ปีขึ้นไป และจะต้องเดินทางท่องเที่ยวผ่านบริษัทนำเที่ยวโดยมีระยะเวลาของโปรแกรม



การท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 3 วัน 2 คืน และเดินทางท่องเที่ยวได้เฉพาะวันธรรมดา (เข้าพักในวันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี) โดยมีราคาค่าใช้จ่ายต่อโปรแกรมไม่น้อยกว่า 12,500 บาทต่อคนต่อโปรแกรม และรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายผ่านบริษัทนำเที่ยวในลักษณะร่วมจ่ายคนละ 5,000 บาท สำหรับบริษัทนำเที่ยวที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องจดทะเบียนดำเนินธุรกิจ ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563

ทั้งนี้ บริษัทนำเที่ยวแต่ละรายสามารถรับนักท่องเที่ยวผ่านโครงการได้ไม่เกิน 3,000 ราย โดยโครงการมีระยะเวลาการดำเนินการ 3 เดือน วงเงิน 5,000 ล้านบาท นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
39
ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงมหาดไทยเพื่ออนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษ

สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลมีมาตรการผ่อนปรนให้ชาวต่างชาติมาพำนักในประเทศไทยผ่านมาตรการ STV การพำนักระยะยาวและนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านเรือยอร์ช รวมถึงลูกเรือ ซึ่งกำหนดไว้ว่า ชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเดินทางมาพำนักในระยะยาวต้องมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ตามการจัดกลุ่มประเทศด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำหรับการผ่อนคลายผู้ไม่มีสัญชาติไทย

“เพราะฉะนั้นการไประบุว่า ชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาพำนักในระยะยาวในประเทศไทยจะต้องมาจากประเทศความเสี่ยงต่ำ ฯ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศน้อยกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้”

น.ส.รัชดากล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย รายงานตัวเลขคนต่างชาติที่ประสงค์เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยภายหลังจากประกาศมาตราการ STV ไปแล้วในเดือน ต.ค. 63 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพียง 825 คน จาก 29 สัญชาติ และกรณีเดินทางมากับเรือยอร์ช เรือสำราญ มีขั้นตอนการขอเอกสาร ขอวีซ่าต้องใช้เวลานาน ทำให้มีเข้ามาเพียง 6 ลำเท่านั้น ครม.จึงเห็นชอบให้ยกเลิกเงื่อนไขเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เข้าได้ง่ายขึ้น



ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้แก่ 1.นักท่องเที่ยวระยาวที่ให้เฉพาะนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศความเสี่ยงต่ำ จากนี้ไปเปิดให้เป็นคนต่างด้าวที่ประสงค์จะเข้ามาพำนักในระยะยาวโดยไม่กำหนดประเทศ ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มากับเรือสำราญเช่นเดียวกัน ไม่จำกัดว่าต้องมาจากประเทศความเสี่ยงต่ำ ประเทศใดก็ได้ ตลอดจนขยายระยะเวลาการตรวจลงตรานักท่องเที่ยวประเภท STV ณ ช่องทางอนุญาตด่านตรวจคนเข้าเมืองอีก 30 วัน นับแต่ประกาศฉบับนี้บังคับใช้

“อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า แม้จะเปิดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศใดก็ตาม ทุกคนต้องปฎิบัติตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข เช่น การกักตัว 14 วัน ต้องมีการชี้แจงสถานที่พำนักในประเทศไทยให้ชัดเจน”
40
ผ่านไปแล้ว 4 เดือน สำหรับการดำเนินมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศตามโครงการ “เที่ยวปันสุข” ผ่าน 2 โครงการคือ “เราเที่ยวด้วยกัน” และ “กำลังใจ” ภายใต้งบประมาณ 22,400 ล้านบาท

“ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ตัวเลข ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2563 พบว่า มีจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน 5.7 ล้านสิทธิ โดยมีผู้ใช้สิทธิจองห้องพักไปแล้ว 1,911,733 สิทธิ ในโรงแรม 4,414 แห่ง ราคาเฉลี่ย ต่อคืน 2,849 บาท

มีผู้เช็กอินใช้สิทธิไปแล้ว 779,419 บุ๊กกิ้ง มูลค่าเบิกจ่าย 5,319.5 ล้านบาท ทำให้มีวงเงินงบประมาณเหลืออีกราว 10,000 ล้านบาท

และเพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ททท.ได้หารือกับ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) พร้อมเตรียมนำเสนอแนวทางการปลดล็อกเงื่อนไขโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ลอตใหญ่ใน 5 ประเด็นต่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 (ศบศ.)

ประกอบด้วย 1.ลดลำดับขั้นตอนและความยุ่งยากในการใช้งาน เพื่อเปิดทางให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงโครงการได้ง่ายขึ้น

2.อนุญาตให้นำแพ็กเกจทัวร์เข้าสู่โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ประกอบด้วยแพ็กเกจทัวร์หลัก 2 กลุ่ม คือกลุ่ม

ท่องเที่ยวสูงวัยที่มีศักยภาพทางการเงินและมีเวลาว่างในวันธรรมดาที่เสนอโดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) และกลุ่มท่องเที่ยวพรีเมี่ยมเจาะกลุ่มไทยเที่ยวนอกที่มีศักยภาพทางการเงินดี ซึ่งเสนอโดยสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA)



3.อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจองและจ่ายค่าตั๋วโดยสารเครื่องบิน 60% ได้เลย โดยไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวนและนำมาขอส่วนต่าง 40% คืนในภายหลังเหมือนที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน 4.อนุญาตให้โรงแรมที่อยู่ในฐานข้อมูลภาษีของกรมสรรพากรเข้าร่วมโครงการได้ แม้จะไม่ได้จดทะเบียนเข้าระบบโรงแรม

และ 5.อนุญาตให้สามารถวางจำหน่ายกิฟต์โวเชอร์ (gift voucher) โรงแรม ที่พัก สปา และร้านอาหารได้

เช่นเดียวกับโครงการ “กำลังใจ” ที่เตรียมเสนอให้เปิดรับบริษัทนำเที่ยวให้เข้ามาร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก

อย่างน้อยประมาณ 200 บริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่ในระบบแล้วราว 1,000 บริษัท

ทั้งนี้เพื่อผลักดันยอดบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ทั้ง อสม., รพ.สต. และ อสส. ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการให้ถึงเป้าหมาย

โดยปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิไปแล้วกว่า 578,352 สิทธิ จากผู้ลงทะเบียนราว 6 แสนคน เบิกจ่ายไปแล้ว 1,156 ล้านบาท จากวงเงิน 2,400 ล้านบาท

รวมทั้งประสานงานกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เสนอแพ็กเกจส่งเสริมการประชุมสัมมนาของภาครัฐด้วยแนวทางใหม่ที่แตกต่างกับที่เคยทำมา เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศให้มากขึ้น

โดยมีเป้าหมายทำให้มีผู้ใช้สิทธิเข้าพักครบ 5 ล้านคืน และสิทธิตั๋วเครื่องบิน 2 ล้านใบ ให้หมดก่อนวันสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 มกราคม 2564

แนะ เที่ยวกระบี่ไปได้ทุกวัน
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10